ปรึกษาแพทย์ ทาง LINE

กรุงเทพ & พิษณุโลก นิติธรรมคลินิก

จันทร์ - อังคาร : 11:00 - 19:00
พฤหัสบดี - อาทิตย์ : 11:00 - 19:00
หยุดทุกวันพุธ
15
มิ.ย.

โปรแกรมช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำงานยังไง? อะไรคือความแตกต่างจากการดูแลผิวด้วยวิธีอื่นๆ

คอลลาเจนเป็นโปรตีนหลักที่ทำให้ผิวดูแน่น ยืดหยุ่น และเต่งตึง แต่ร่างกายเริ่มผลิตคอลลาเจนลดลงตั้งแต่อายุประมาณ 25 ปี และยิ่งลดลงเรื่อยๆ ตามอายุ แสงแดด และความเครียดสะสม นั่นคือเหตุผลที่ผิวเริ่มเกิดริ้วรอย หย่อนคล้อย และสูญเสียความยืดหยุ่นตามเวลา

โปรแกรมช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจากคลินิกจึงเป็นทางเลือกที่หลายคนสนใจ แต่หลายคนยังสับสนว่าแต่ละโปรแกรมทำงานต่างกันอย่างไร? และแบบไหนเหมาะกับปัญหาผิวของตัวเองมากที่สุด?

คอลลาเจนสำคัญกับผิวอย่างไร? และทำไมถึงลดลงตามอายุ?

คอลลาเจนคิดเป็นประมาณ 70-80% ของโปรตีนทั้งหมดในชั้นหนังแท้ (Dermis) ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักที่พยุงผิวให้แน่นและยืดหยุ่น เส้นใยคอลลาเจนถูกสร้างโดยเซลล์ที่ชื่อว่า Fibroblast ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้น Fibroblast ทำงานช้าลงและผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ขณะที่คอลลาเจนเดิมก็เสื่อมสภาพเร็วขึ้นจากปัจจัยภายนอก

ปัจจัยที่เร่งการเสื่อมของคอลลาเจน

  • แสง UV จากแสงแดด ทำลายเส้นใยคอลลาเจนโดยตรงและกระตุ้นเอนไซม์ที่ย่อยสลายคอลลาเจน
  • บุหรี่ นิโคตินลดเลือดที่ส่งไปเลี้ยงผิว ทำให้ Fibroblast ทำงานได้น้อยลง
  • น้ำตาลสูง กระบวนการ Glycation ทำให้เส้นใยคอลลาเจนแข็งและเปราะ สูญเสียความยืดหยุ่น
  • ความเครียดเรื้อรัง ฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงยับยั้งการสร้างคอลลาเจน

โปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจนทำงานอย่างไร? หลักการเดียวกันหรือเปล่า?

คำตอบคือไม่เหมือนกัน แม้เป้าหมายปลายทางคือการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น แต่แต่ละวิธีใช้กลไกที่ต่างกัน ทำงานในชั้นผิวที่ต่างกัน และให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน

กลุ่มโปรแกรมการกระตุ้นคอลลาเจนด้วยพลังงานความร้อน

โปรแกรม Ultraformer MPT (HIFU)

โปรแกรม Ultraformer MPT ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มสูง (High-Intensity Focused Ultrasound) โฟกัสพลังงานไปยังชั้นผิวเฉพาะจุดโดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก จุดโฟกัสแต่ละจุดจะเกิดความร้อนเฉพาะที่ซึ่งกระตุ้นให้เส้นใยคอลลาเจนกระชับขึ้น และช่วยกระตุ้น Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะต่อมา

  • จุดเด่นของโปรแกรม Ultraformer MPT คือสามารถส่งพลังงานถึงชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นโครงสร้างผิวระดับลึก ทำให้ผลของการยกกระชับโครงสร้างชัดเจนกว่าวิธีอื่น
  • เหมาะกับ ผิวหย่อนคล้อยระดับเบาถึงปานกลาง ต้องการยกกระชับโครงสร้างใบหน้าและคอ ร่องน้ำหมาก และการกระชับผิวในชั้นลึก

โปรแกรม Volnewmer (Monopolar RF)

โปรแกรม Volnewmer ใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency) ระบบ Monopolar ที่ความถี่ 6.78 MHz ส่งพลังงานความร้อนกระจายสม่ำเสมอในชั้นหนังแท้ที่อุณหภูมิ 42-45°C เส้นใยคอลลาเจนที่มีอยู่เดิมหดตัวและกระชับขึ้น ขณะเดียวกันความร้อนช่วยกระตุ้น Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ในระยะ 4-8 สัปดาห์

  • จุดเด่นของโปรแกรม Volnewmer ทำงานในชั้นหนังแท้มากกว่า ไม่ถึงชั้น SMAS เหมือน HIFU แต่ให้ผลที่ผิวแน่น ยืดหยุ่น และ Texture แลดูดีขึ้น มีระบบทำความเย็นด้วยน้ำทำให้สบายระหว่างทำ
  • เหมาะกับ ผิวหย่อนคล้อยระดับเบาถึงปานกลาง ต้องการกระชับผิวและปรับ Texture โดยไม่ต้องการยกโครงสร้างเชิงลึก

ความแตกต่างหลักระหว่างพลังงาน HIFU และ RF

พลังงาน HIFU โฟกัสพลังงานเป็นจุดลึกถึงชั้นโครงสร้าง เหมาะกับการยกกระชับ ขณะที่ RF กระจายพลังงานในชั้นหนังแท้ เหมาะกับการกระตุ้นคอลลาเจนและปรับ Texture หลายเคสแพทย์อาจวางแผนใช้ทั้ง 2 ร่วมกันในโปรแกรม Volformer เพื่อผลที่ครอบคลุมทั้งสองชั้นพร้อมกัน 

กลุ่มโปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจนด้วยการฉีด Biostimulator

โปรแกรม Biostimulator คือสารที่ฉีดเข้าไปในชั้นผิวเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง ต่างจากโปรแกรมฟิลเลอร์ทั่วไปที่เติมปริมาตรด้วยสารโดยตรง โปรแกรม Biostimulator ทำงานโดยใช้กลไกของร่างกายเป็นตัวสร้างผลลัพธ์

โปรแกรม Sculptra (PLLA)

โปรแกรม Sculptra มีส่วนประกอบหลักคือ Poly-L-Lactic Acid (PLLA) เม็ดไมโครอนุภาคที่เมื่อฉีดเข้าชั้นผิวลึก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะจดจำว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและช่วยกระตุ้น Fibroblast มาล้อมรอบอนุภาคเหล่านั้น กระบวนการนี้ทำให้เกิดการส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ผลลัพธ์พัฒนาช้าๆ ในระยะ 6-12 สัปดาห์ แต่คงอยู่ได้นานถึง 2 ปีหรือมากกว่า

โปรแกรม CaHA (Radiesse)

โปรแกรม CaHA มีส่วนประกอบหลักคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่พบตามธรรมชาติในกระดูกและฟัน อนุภาค CaHA ทำหน้าที่เป็นโครงค้ำยัน (Scaffold) ให้ Fibroblast ยึดเกาะและส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน Type I และ Type III ขึ้นมารอบๆ ต่างจากโปรแกรม Sculptra ตรงที่ โปรแกรม CaHA มีสารเจลพาที่ให้ผลเติมปริมาตรเมื่อฉีด ก่อนที่ CaHA จะค่อยๆ กระตุ้นคอลลาเจนในระยะ 3-6 เดือนต่อมา ผลอยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน

เหมาะกับ ผู้ที่สูญเสียปริมาตรใบหน้าและต้องการผลที่ค่อยๆ พัฒนาแลดูเป็นธรรมชาติ ใช้ดูแลแก้ม โหนกแก้ม ขากรรไกร และผิวที่หย่อนคล้อยในบริเวณที่ต้องการทั้งโครงสร้างและคุณภาพผิว

ความแตกต่างระหว่างโปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจนและการดูแลผิววิธีอื่น

หลายคนตั้งคำถามว่าต่างจากสกินแคร์ ฟิลเลอร์ หรือโบทูลินัมท็อกซินอย่างไร ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น

วิธีกลไกผลลัพธ์ระยะเวลาเห็นผล
สกินแคร์ (Retinol / Peptides)ช่วยกระตุ้น Fibroblast จากภายนอกผิวปรับ Texture ชั้นผิวช้า หลายเดือน
โปรแกรมฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid)เติมปริมาตรด้วยสารโดยตรงเห็นผลทันที แต่ไม่กระตุ้นคอลลาเจนทันที
โปรแกรมโบทูลินัมท็อกซินลดการหดตัวของกล้ามเนื้อลดริ้วรอยจากกล้ามเนื้อ2-7 วัน
โปรแกรม HIFU (Ultraformer MPT)ความร้อนกระตุ้นคอลลาเจนชั้น SMASยกกระชับโครงสร้างเชิงลึก1-3 เดือน
โปรแกรม Monopolar RF (Volnewmer)ความร้อนกระตุ้นคอลลาเจนชั้นหนังแท้ผิวแน่น Texture ดีขึ้น4-8 สัปดาห์
โปรแกรม Biostimulator (Sculptra / CaHA)ช่วยกระตุ้น Fibroblast ด้วยสารชีวภาพคอลลาเจนใหม่ ปริมาตรเพิ่ม6-12 สัปดาห์

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ข้อแตกต่างสำคัญที่ควรรู้

สกินแคร์และโปรแกรมฟิลเลอร์ทั่วไปไม่ได้ส่งเสริมการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นจริง สกินแคร์ช่วยชะลอการเสื่อม ส่วนโปรแกรมฟิลเลอร์เติมปริมาตรที่หายไปชั่วคราว ขณะที่โปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจนทำให้ร่างกายสร้างโครงสร้างใหม่จากภายใน ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ได้ยาวนาน

ทำไมหลายเคสถึงต้องใช้มากกว่าหนึ่งโปรแกรม

ผิวที่เสื่อมตามอายุไม่ได้มีปัญหาเพียงมิติเดียว บางคนมีทั้งผิวหย่อนจากโครงสร้าง สูญเสียปริมาตร Texture ไม่เรียบ และริ้วรอยจากกล้ามเนื้อพร้อมกัน การรักษาเพียงวิธีเดียวจึงอาจดูแลได้ไม่ครบทุกมิติ

แพทย์จะประเมินปัญหาผิวของแต่ละบุคคลก่อนวางแผนรักษา บางเคสอาจเริ่มด้วยโปรแกรมยกกระชับโครงสร้างด้วย โปรแกรม Ultraformer MPT ก่อน แล้วต่อด้วยโปรแกรม Biostimulator เพื่อเสริมคุณภาพผิวในระยะต่อมา บางเคสอาจใช้โปรแกรม Volnewmer ร่วมกับโปรแกรม Sculptra เพื่อดูแลทั้งชั้นผิวและปริมาตรพร้อมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์โดยตรง

โปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจนไม่ได้มีวิธีเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแต่ละวิธีทำงานในชั้นผิวที่ต่างกัน ตอบโจทย์ปัญหาที่ต่างกัน และให้ผลในระยะเวลาที่ต่างกัน การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวจริงก่อนเริ่มโปรแกรมคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ