ปรึกษาแพทย์ ทาง LINE

กรุงเทพ & พิษณุโลก นิติธรรมคลินิก

จันทร์ - อังคาร : 11:00 - 19:00
พฤหัสบดี - อาทิตย์ : 11:00 - 19:00
หยุดทุกวันพุธ
29
ก.ค.

ผมบางพันธุกรรม VS ขาดวิตามิน D3 ต่างกันอย่างไร? รักษาให้ตรงสาเหตุยังไง?

ผมร่วง ผมบาง ดูเหมือนปัญหาเดียวกัน แต่สาเหตุเบื้องหลังอาจต่างกันโดยสิ้นเชิง

หลายคนที่มีปัญหาผมร่วงหรือผมบาง มักเริ่มต้นด้วยการซื้อวิตามิน อาหารเสริม หรือแชมพูบำรุงผมมาใช้เอง แต่กลับไม่เห็นผลเปลี่ยนแปลง เพราะในความเป็นจริง ผมบางไม่ได้มีสาเหตุเพียงอย่างเดียว และการรักษาที่ไม่ตรงสาเหตุก็ไม่ต่างอะไรกับการแก้ปัญหาผิดจุด

หนึ่งในสองสาเหตุที่พบได้บ่อยและมักสับสนกันคือ ผมบางจากพันธุกรรม (Androgenetic Alopecia) และภาวะขาดวิตามิน D3 (Vitamin D3 Deficiency) ที่สำคัญกว่านั้นคือทั้งสองภาวะสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในคนคนเดียว ทำให้การรักษาซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด

ผมบางพันธุกรรมคืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ผมบางพันธุกรรม (Androgenetic Alopecia) เป็นสาเหตุของผมบางที่พบมากที่สุดทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เกิดจากพันธุกรรมที่ส่งต่อมาจากครอบครัวและความไวของรากผมต่อฮอร์โมน DHT (Dihydrotestosterone)

DHT เป็นฮอร์โมนที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของเทสโทสเตอโรน เมื่อรากผมที่มีความไวต่อ DHT สูงได้รับผลของฮอร์โมนนี้อย่างต่อเนื่อง จะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า Follicular Miniaturization หรือการที่รากผมค่อยๆ เล็กลงและอ่อนแอลง

เมื่อ Follicular Miniaturization ดำเนินไป เส้นผมจะค่อยๆ เล็กลง บางลง วงจรเส้นผมสั้นลง และเส้นผมใหม่ที่งอกขึ้นมาก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการดูแล กระบวนการนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดเอง

ลักษณะที่สังเกตได้ในผู้ชาย

ผมบางพันธุกรรมในผู้ชายมักเริ่มที่หน้าผากเถิก มุมผมสูงขึ้นทั้งสองข้าง และบางบริเวณกลางศีรษะ ซึ่งค่อยๆ ขยายพื้นที่มากขึ้นตามเวลา

ลักษณะที่สังเกตได้ในผู้หญิง

ในผู้หญิงมักเห็นผ่านแสกที่กว้างขึ้น ผมบางบริเวณกลางศีรษะ แต่แนวไรผมด้านหน้ามักยังคงอยู่ ต่างจากในผู้ชายที่ไรผมด้านหน้าถอยร่นชัดเจน

ลักษณะเด่นของผมบางพันธุกรรมที่แตกต่างจากผมร่วงชนิดอื่นคือผมค่อยๆ บางลงทีละน้อย ไม่ใช่ร่วงเป็นกำในทันที ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตจนกว่าจะบางชัดเจน

วิตามิน D3 สำคัญต่อเส้นผมอย่างไร?

วิตามิน D มีบทบาทโดยตรงต่อรากผมในหลายระดับ ทั้งในส่วนของ Hair Follicle Stem Cells ที่ทำหน้าที่สร้างเส้นผมใหม่ การควบคุม Hair Cycle Regulation ให้เป็นปกติ และการกระตุ้นให้รากผมสามารถเข้าสู่ระยะสร้างเส้นผม (Anagen Phase) ได้ตามวงจรที่ควรจะเป็น

เมื่อระดับวิตามิน D ในร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม รากผมอาจเข้าสู่ระยะพักตัว (Telogen Phase) เร็วกว่าปกติ ทำให้ผมร่วงมากขึ้น วงจรเส้นผมผิดปกติ และเส้นผมใหม่งอกช้าลงกว่าที่ควรจะเป็น

คนไทยขาดวิตามิน D3 ได้อย่างไร? ทั้งที่อยู่เมืองร้อน

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมาก หลายคนคิดว่าอยู่ในประเทศที่แดดแรงแบบไทยแล้วจะไม่ขาดวิตามิน D แต่ความเป็นจริงคือพฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก

คนไทยจำนวนมากทำงานในอาคารทั้งวัน ทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อดูแลผิว เดินทางด้วยรถยนต์แทนการเดินกลางแจ้ง และไม่ค่อยทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทำให้ผิวหนังไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอที่จะสังเคราะห์วิตามิน D ได้ในปริมาณที่ร่างกายต้องการ

นอกจากผมร่วงแล้ว ภาวะขาดวิตามิน D อาจแสดงออกมาในรูปแบบอื่นด้วย เช่น อ่อนเพลียง่ายผิดปกติ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก หรือภูมิคุ้มกันลดลงและติดเชื้อง่ายกว่าปกติ อย่างไรก็ตามบางคนไม่มีอาการอื่นเลยนอกจากผมร่วง จึงต้องอาศัยการตรวจเลือดเพื่อยืนยัน

ผมบางพันธุกรรม และผมบางเพราะขาดวิตามิน D3 ทั้งสองภาวะพบร่วมกันได้บ่อยกว่าที่คิด

สิ่งที่พบในเวชปฏิบัติบ่อยคือผู้ที่มีผมบางพันธุกรรมและภาวะขาดวิตามิน D พร้อมกัน เมื่อเกิดขึ้นร่วมกัน ผมมักร่วงมากขึ้นและเส้นผมอ่อนแอกว่าปกติ เพราะรากผมที่ถูก DHT ทำให้อ่อนแอแล้ว ยังขาดวิตามิน D ที่ช่วยรักษาวงจรผมให้เป็นปกติอีกด้วย

หากรักษาเพียงด้านเดียวโดยไม่จัดการทั้งสองสาเหตุ ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ดีเท่าที่ควร นั่นคือเหตุผลที่การวินิจฉัยที่ถูกต้องและครอบคลุมจึงสำคัญมาก

ควรตรวจอะไรบ้างเมื่อมีปัญหาผมร่วง?

แพทย์จะประเมินตามอาการและประวัติของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปประกอบด้วยสามส่วนหลัก

การซักประวัติ

แพทย์จะสอบถามระยะเวลาที่ผมร่วง ประวัติครอบครัวเรื่องผมบาง โรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ ความเครียดสะสม น้ำหนักลดเร็วผิดปกติหรือไม่ และในผู้หญิงจะถามเรื่องประวัติการตั้งครรภ์และรอบประจำเดือนด้วย

การตรวจหนังศีรษะด้วย Trichoscopy

Trichoscopy คือการตรวจหนังศีรษะด้วยกล้องขยายความละเอียดสูง ช่วยให้แพทย์เห็นรายละเอียดที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ทั้ง Hair Diameter Diversity ซึ่งบ่งบอกถึง Follicular Miniaturization ความหนาแน่นของเส้นผมในแต่ละบริเวณ และภาวะอักเสบของหนังศีรษะที่อาจซ่อนอยู่

การตรวจเลือด (เมื่อมีข้อบ่งชี้)

ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดทุกราย แพทย์จะพิจารณาตามประวัติและผลการตรวจร่างกาย ตัวอย่างที่อาจตรวจ เช่น Vitamin D (25-OH Vitamin D) Ferritin ระดับธาตุเหล็กสะสม CBC ฮอร์โมนไทรอยด์ Vitamin B12 และ Zinc

แนวทางการรักษาตามสาเหตุ

กรณีผมบางพันธุกรรม

แพทย์อาจพิจารณาแนวทางรักษาหลายวิธีตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น Minoxidil ซึ่งเป็นยาที่ช่วยกระตุ้นรากผมที่ใช้ได้ทั้งชายและหญิง Finasteride หรือ Dutasteride ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเปลี่ยน Testosterone เป็น DHT (ในกรณีที่แพทย์พิจารณาว่าเหมาะสม) Low-Level Laser Therapy (LLLT) โปรแกรม PRP หรือโปรแกรมฉีดกระตุ้นรากผมตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยหัวใจสำคัญของการรักษาผมบางพันธุกรรมคือการเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะรากผมที่ยังเหลืออยู่จะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่ารากผมที่เสื่อมสภาพมากแล้ว

กรณีขาดวิตามิน D3

แนวทางหลักคือตรวจระดับวิตามิน D ก่อนเพื่อยืนยันว่าต่ำกว่าเกณฑ์จริง จากนั้นแพทย์จะแนะนำการเสริมวิตามินในขนาดที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ปรับพฤติกรรมโภชนาการและการรับแสงแดดอย่างเหมาะสม พร้อมติดตามระดับวิตามินในระยะต่อมาเพื่อปรับขนาดการเสริมให้สอดคล้องกับสภาพร่างกาย

นิติธรรมคลินิก ดูแลปัญหาผมร่วงและผมบางอย่างไร?

นิติธรรมคลินิก (Nititham Clinic) ให้บริการทั้งสาขาพิษณุโลกและสาขากรุงเทพฯ (สีลม) ดูแลโดยนายแพทย์นิติธรรม รัตกสิกร (ว.37602) ซึ่งมีประสบการณ์ด้านผิวหนังและเลเซอร์มากกว่า 10 ปี และดูแลให้คำแนะนำทุกเคสด้วยตัวเอง

ทุกเคสปัญหาผมร่วงเริ่มต้นจากการประเมินอย่างละเอียดทั้งการซักประวัติ การตรวจหนังศีรษะด้วย Trichoscopy และการตรวจเลือดเมื่อมีข้อบ่งชี้ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนวางแผนรักษา ไม่ใช่การรักษาตามอาการที่เห็นอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผมบางและวิตามิน D3

ขาดวิตามิน D3 ทำให้ผมบางถาวรไหม?

หากผมร่วงเกิดจากภาวะขาดวิตามิน D เพียงอย่างเดียวและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เส้นผมมีโอกาสกลับมางอกได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามหากมีผมบางพันธุกรรมร่วมด้วย จำเป็นต้องดูแลทั้งสองภาวะควบคู่กัน

กินวิตามิน D3 แล้วผมจะหายร่วงเลยไหม?

ไม่เสมอไป เพราะหากสาเหตุหลักคือผมบางพันธุกรรม การเสริมวิตามิน D เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องดูแลทั้งสองสาเหตุพร้อมกัน

ต้องตรวจเลือดทุกคนไหม?

ไม่จำเป็น การตรวจเลือดควรพิจารณาตามประวัติ อาการ และผลการตรวจร่างกายของแพทย์ในแต่ละบุคคล

ผมบางพันธุกรรมดูแลได้แค่ไหน?

ปัจจุบันการรักษาผมบางพันธุกรรมมุ่งเน้นที่การชะลอการดำเนินของภาวะ รักษาความหนาแน่นของเส้นผมที่มีอยู่ และกระตุ้นการงอกของเส้นผมในบริเวณที่ยังมีรากผม ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับระยะของภาวะและสภาพรากผมในขณะที่เริ่มรักษา

รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นแบบไหน?

วิธีที่แม่นยำที่สุดคือการพบแพทย์เพื่อตรวจหนังศีรษะและซักประวัติ เพราะผมร่วงที่ดูเหมือนกันจากภายนอก อาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง