สาเหตุการเกิดแผลพุพอง ตุ่มน้ำใส หลังลบรอยสัก และวิธีการดูแลรักษา
ความกังวลใจอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่เข้ารับบริการลบรอยสัก คือปฏิกิริยาของผิวหนังหลังทำหัตถการ โดยเฉพาะเมื่อปรากฏ “ตุ่มน้ำพอง” หรือ “ตุ่มน้ำใส” (Blisters) บริเวณรอยสักที่เพิ่งยิงเลเซอร์มา คนไข้หลายคนอาจเกิดความตกใจและสงสัยว่าอาการเหล่านี้คือการติดเชื้อ หรือเป็นความผิดพลาดในการรักษาหรือไม่
วันนี้เราจะอธิบายเชิงลึกถึงกลไกการเกิดตุ่มน้ำพองในทางแพทย์ และแนวทางดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพื่อความสบายใจในการเข้ารับการรักษา

กลไกการทำงานของเลเซอร์ลบรอยสักที่ส่งผลต่อผิวหนัง
เพื่อให้เข้าใจสาเหตุของแผลพุพอง จำเป็นต้องทราบหลักการทำงานของเครื่องเลเซอร์ลบรอยสักเสียก่อน ในปัจจุบันเทคโนโลยีที่ได้รับมาตรฐานในการขจัดเม็ดสีมีหลายประเภท เช่น Q-Switched Laser หรือเทคโนโลยีใหม่อย่าง Pico Laser ซึ่งนิติธรรมคลินิกเลือกใช้เครื่องมือที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล
หลักการสำคัญคือการปล่อยพลังงานแสงความเข้มข้นสูงลงไปใต้ชั้นผิว เพื่อทำให้เม็ดสีหมึก ที่จับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเกิดการแตกตัวออกเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กละเอียด จนร่างกายสามารถกำจัดออกได้ตามธรรมชาติผ่านระบบน้ำเหลือง
ในขณะที่แสงเลเซอร์ตกกระทบเม็ดสี จะเกิดปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ 2 รูปแบบหลัก คือ
- Photoacoustic Effect: แรงสั่นสะเทือนมหาศาลที่กระแทกให้เม็ดสีแตกตัว
- Photothermal Effect: ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการดูดซับพลังงานของเม็ดสี
ความร้อนสะสมที่เกิดขึ้นใต้ชั้นผิวนี่เอง คือปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย จนนำไปสู่การเกิดตุ่มน้ำใสในภายหลัง
ทำไมถึงเกิดตุ่มน้ำพอง (Blisters) หลังทำเลเซอร์?
อาการตุ่มน้ำพอง ไม่ใช่อาการติดเชื้อเสมอไป แต่เป็น “กลไกการปกป้องตัวเองของร่างกาย (Defense Mechanism)” ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อผิวหนังชั้นบน (Epidermis) และผิวหนังชั้นล่าง (Dermis) ได้รับพลังงานความร้อนจากการแตกตัวของเม็ดสี ร่างกายจะส่งน้ำเหลืองและเม็ดเลือดขาวมายังบริเวณดังกล่าวเพื่อระบายความร้อนและเริ่มกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
สาเหตุหลักที่ทำให้บางเคสเกิดตุ่มน้ำพองมากกว่าปกติ มีดังนี้
- ความหนาแน่นของสีหมึก: รอยสักที่มีสีเข้ม ทึบ หรือมีการย้ำเข็มหลายรอบ จะดูดซับพลังงานเลเซอร์ได้มาก ทำให้เกิดความร้อนสะสมสูงกว่ารอยสักที่จางแล้ว
- ตำแหน่งของรอยสัก: บริเวณที่ผิวหนังบอบบาง หรือมีการไหลเวียนเลือดไม่สะดวก เช่น ปลายแขน ขา หรือข้อเท้า มักมีโอกาสเกิดตุ่มน้ำได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น
- การตอบสนองของร่างกายรายบุคคล: ระบบภูมิคุ้มกันและสภาพผิวของแต่ละบุคคลตอบสนองต่อความร้อนแตกต่างกัน
ดังนั้น การเกิดตุ่มน้ำใสจึงถือเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป (Common Side Effect) ในกระบวนการลบรอยสัก และมักเป็นสัญญาณว่าเลเซอร์ได้เข้าไปทำปฏิกิริยากับเม็ดสีอย่างรุนแรงพอที่จะทำให้เม็ดสีแตกตัว
ตุ่มน้ำใสหลังลบรอยสัก อันตรายหรือไม่?
โดยปกติแล้ว ตุ่มน้ำเหล่านี้ ไม่อันตราย หากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ตุ่มน้ำทำหน้าที่เสมือน “ผ้าพันแผลธรรมชาติ” ที่ช่วยปกป้องผิวเนื้อเยื่ออ่อนด้านล่างไม่ให้สัมผัสเชื้อโรคภายนอก และช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แผลสมานตัวได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากดูแลไม่ถูกต้อง จนเกิดการแตกก่อนเวลาอันควร หรือใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดไปเจาะ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น
- การติดเชื้อแบคทีเรีย (Infection)
- แผลหายช้ากว่ากำหนด
- เกิดรอยแผลเป็นนูน หรือคีย์ลอยด์ (Keloid)

7 ขั้นตอนดูแลรักษาเมื่อเกิดแผลพุพอง ตุ่มน้ำใส
เพื่อให้ผิวกลับมาเรียบเนียนและลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็น แนะนำแนวทางการปฏิบัติตัวหลังทำเลเซอร์ลบรอยสัก ดังนี้
1. ห้ามเจาะ ห้ามเกา โดยเด็ดขาด
กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดคือ “ห้ามเจาะตุ่มน้ำด้วยตัวเอง” การเจาะตุ่มน้ำด้วยเข็มที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ หรือการแกะเกาจนถลอก จะเปิดทางให้เชื้อโรคเข้าสู่แผล ทำให้เกิดการอักเสบและเป็นหนองได้ หากตุ่มน้ำมีขนาดใหญ่มากจนรบกวนการใช้ชีวิต ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อทำการเจาะระบายออกด้วยเครื่องมือปราศจากเชื้อ
2. ประคบเย็นลดอาการระบม
ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก หากรู้สึกปวดระบมหรือแสบร้อน สามารถใช้ Cold Pack หรือน้ำแข็งห่อด้วยผ้าสะอาด ประคบบริเวณรอบๆ แผล (หลีกเลี่ยงการวางทับแผลโดยตรงหากมีแผลเปิด) ครั้งละ 10-15 นาที เพื่อลดอุณหภูมิใต้ผิวและลดบวม
3. รักษาความสะอาด
ทำความสะอาดแผลเบาๆ ด้วยน้ำเกลือล้างแผล (Normal Saline) วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ซับให้แห้งด้วยผ้ากอซที่สะอาด หลีกเลี่ยงการถูแรงๆ
4. การใช้ยาทา
แพทย์มักจะจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดขี้ผึ้ง (Antibiotic Ointment) หรือยาทาลดการอักเสบ ให้ทาบางๆ บริเวณแผล เพื่อป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้แผลชุ่มชื้น (Moist Wound Healing) ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็นได้ดีกว่าการปล่อยให้แผลแห้งตึงทันที
5. หลีกเลี่ยงน้ำและการเสียดสี
พยายามอย่าให้แผลโดนน้ำในช่วง 2-3 วันแรก หรือจนกว่าแผลจะเริ่มแห้ง หากจำเป็นต้องอาบน้ำ อาจใช้พลาสเตอร์กันน้ำปิดทับชั่วคราว และสวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อลดการเสียดสีกับตุ่มน้ำ
6. งดกิจกรรมที่เหงื่อออกมาก
ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก การซาวน่า หรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากในช่วง 3-5 วันแรก เนื่องจากเหงื่อและความร้อนอาจทำให้แผลระคายเคืองและอับชื้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
7. หลีกเลี่ยงแสงแดด
ผิวบริเวณที่ทำเลเซอร์จะมีความไวต่อแสง ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนแดดโดยตรงอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ หากแผลหายดีแล้วควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดรอยดำหลังการอักเสบ (PIH)
สิ่งที่ “ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ”
| สิ่งที่ควรทำ (Do) | สิ่งที่ไม่ควรทำ (Don’t) |
| ทายาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด | เจาะตุ่มน้ำ หรือแกะสะเก็ดแผลด้วยตนเอง |
| ใช้น้ำเกลือสะอาดเช็ดแผล | ใช้สบู่ที่มีฤทธิ์แรง หรือครีมไวท์เทนนิ่งทาแผล |
| ใส่เสื้อผ้าหลวม สบายผิว | ใส่เสื้อผ้ารัดรูป เสียดสีบริเวณแผล |
| ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อช่วยระบบน้ำเหลือง | ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เลือดสูบฉีด แผลหายช้า |
สัญญาณเตือน! เมื่อไหร่ควรกลับมาพบแพทย์
แม้ตุ่มน้ำจะเป็นเรื่องปกติ แต่หากคนไข้สังเกตเห็นอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบติดต่อคลินิกหรือกลับมาพบแพทย์ทันที
- ตุ่มน้ำมีสีขุ่น ข้น หรือเป็นหนองสีเหลือง/เขียว
- ผิวหนังรอบรอยสักมีอาการบวมแดง ร้อน และขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
- มีไข้สูง หรือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวร่วมด้วย
- มีอาการปวดรุนแรงเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลงตามเวลา
อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงภาวะการติดเชื้อซ้ำซ้อน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพิ่มเติมภายใต้การดูแลของแพทย์
การเกิดตุ่มน้ำใสหลังลบรอยสักเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการผลัดเซลล์ผิวเพื่อขจัดเม็ดสี หากคนไข้ปฏิบัติตามคำแนะนำและดูแลรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด ผิวของคนไข้จะค่อยๆ ฟื้นตัว กลับมาเรียบเนียน และรอยสักจางลงตามเป้าหมายที่วางไว้
ต้องการคำปรึกษาเรื่องการลบรอยสัก หรือประเมินสภาพผิวก่อนรักษา สามารถส่งรูปถ่ายรอยสักเพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้น หรือนัดหมายคิวเข้าพบแพทย์ได้ที่ นิติธรรมคลินิก ทั้ง 2 สาขา
นิติธรรมคลินิก พิษณุโลก
โทร: 097-251-3390
LINE: https://lin.ee/mxQAzch
Facebook: นิติธรรม คลินิก
นิติธรรมคลินิก กรุงเทพ (สีลม)โทร: 095-289-9998
LINE: https://lin.ee/kUu8NAt
Facebook: นิติธรรม คลินิก สาขาสีลม Btsศาลาแดง












